แม้ฮิตเล่อร์จะกระทำอัตวิบาตกรรมไปตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 1945 และอาณาจักรไรช์ที่ 3 ซึ่งเขาเคยประกาศว่าจะอยู่ยืนยาวถึงพันปีได้ล่มสลายลงในอีก 8 วันต่อมา เมื่อเยอรมันยอมแพ้อย่างเป็นทางการ
ฮิตเล่อร์ยังไม่ตาย?
เมื่อรัสเซียเข้ายึดเบอร์ลินได้โดยเด็ดขาด สิ่งแรกที่พวกเขาทำคือพยายามหาศพของฮิตเล่อร์ให้พบให้ได้ เพื่อให้แน่ใจว่าศัตรูหมายเลขหนึ่งตายแล้วจริงๆ แต่ก็ไม่มีการยืนยันว่าฮิตเล่อร์ตายแล้วจริงๆ ในที่สุดบริวารใกล้ชิดของฮิตเล่อร์ที่อยู่ร่วมกับเขาจนถึงวินาทีสุดท้ายก็ถูกรัสเซียจับตัวได้เกือบหมด และเมื่อทราบเรื่องราว กระดูกของฮิตเล่อร์ก็ถูกขุดขึ้นมาอย่างลับๆ และนำไปพิสูจน์ แต่รัสเซียซึ่งรู้ความจริงก่อนใครตั้งแต่ฮิตเล่อร์ตายเพียงสองวัน กลับทำเป็นไม่รับรู้ มิหนำซ้ำยังปล่อยข่าวว่าฮิตเล่อร์ได้รับการคุ้มครองและพักอยู่ในเวสต์ฟาเลียซึ่งเป็นเขตยึดครองครองของอังกฤษ เพื่อดิสเครดิตโลกเสรีและสร้างสงครามประสาทอย่างต่อเนื่อง..........
Nazia escapes
แม้บุคคลหมายเลยหนึ่งของพรรคนาซีจะเลือกการปลิดชีวิตตัวเองแทนที่จะหนีหัวซุกหัวซุนก็ตาม คนสนิทและพลพรรคนาซีอีกนับพันซึ่งเป็นที่ต้องการตัวมาขึ้นศาลอาชญากรสงครามกลับเลือกที่จะหนีเตลิดไปซ่อนตัวตามที่ต่างๆ ทั้งในยุโรป อเมริกาใต้ อาฟริกาและเอเชีย อาชญากรสงครามที่มีโทษประหารรออยู่เหล่านี้หลบหนีไปได้เป็นจำนวนมาก เพราะมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้าแรมปีในกรณีที่เยอรมันเป็นฝ่ายแพ้สงคราม
เงินและของล้ำค่าต่างๆ เช่นภาพเชียน โบราณวัตถุมูลค่าหลายร้อยล้านเหรียญที่ยึดมาจากชาวยิวและอีกหลายประเทศได้ถูกนำไปฝากธนาคารในหลายประเทศเพื่อเป็นกองทุนในการช่วยเหลือสมาชิกพรรคนาซีหรือทหารในยามคับขัน นอกจากนี้ยังมีการนำไปลงทุนอย่างถูกกฎหมายในอาร์เจนติน่า สเปน และอีกหลายประเทศที่มีแอบเห็นใจเยอรมันมากล่วงหน้าถึง2ปี ไหนจะเอกสารปลอมซึ่งทำโดยมืออาชีพถูกเตรียมไว้ล่วงหน้าภายใต้ชื่อและประวัติใหม่สำหรับผู้ที่ต้องการหนีการถูกจับกุมขึ้นศาล แน่นอนว่า โทษที่รอพวกเขาอยู่ถ้าไม่ใช่การถูกแขวนคอก็ต้องติดคุกหลายสิบปี
การหลบหนีของพลพรรคนาซีนับหมื่นคนไปยังประเทศต่างๆ ตั้งแต่อาร์เจนติน่า บราซิล อียิปต์ ซีเรีย สเปน ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบร่วม 7 – 8 ปี ประสบความสำเร็จอย่างสูง หลายคนอาจไม่เชื่อและสงสัยว่าเป็นไปได้อย่างไร นี่คือคำตอบที่ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนในอีกหลายปีต่อมา.........
Jack the Ripper
ในบรรดาฆาตกรต่อเนื่องทั้งหลายทั้งปวงไม่ว่ายุคใด คงไม่มีรายไหนโด่งดังเท่ากับ Jack the Ripper หรือแจ็คจอมเชือด ฆาตกรลึกลับที่ยังไม่เคยถูกจับได้และไม่สามารถระบุแน่ชัดว่าอสูรร้ายที่ออกอาละวาดไล่ฆ่าโสเภณีในย่านอีสต์เอนด์แห่งลอนดอนไปหลายรายระหว่างปี 1888-1891
เหยื่อรายแรกของแจ็คเป็นโสเภณีขี้เมาชื่อ แมรี่ แอนน์ นิโคลส์ มีผู้พบศพเธอในตอนเช้ามืดวันที่ 31 สิงหาคม 1888 นิโคลส์ถูกเชือดคอหอยและแทงซ้ำตรงท้องน้อยอย่างโหดร้ายซ้ำหลายครั้ง
พฤติกรรมโรคจิตของแจ็คยังมีมากกว่านั้น เมื่อเขาส่งจดหมายไปหาตำรวจและประธานคณะกรรมการกำจัดอาชญากรรมในย่านอีสต์เอนด์ นอกจากเนื้อหาที่แสดงถึงความป่วยทางจิตอย่างรุนแรงแล้ว แจ็คยังส่งกะเพาะคนแนบมาอีกด้วย แจ็คระบุในจดหมายว่า "นี่คือกะเพาะของเหยื่อรายหนึ่งซึ่งข้ากินไปครึ่งหนึ่ง รสชาติอร่อยมาก และถ้ารออีกนิด ข้าจะส่งมีดตามมาให้ด้วย ถ้ามีโอกาสก็จับข้าให้ได้นะ" ..............
The hidden treasures
ยังมีขุมทรัพย์อีกหลายแห่งที่ถูกซุกซ่อนอยู่ในโลกรอการค้นพบจนถึงทุกวันนี้ เรื่องราวขุมทรัพย์ที่ถูกซ่อนไว้โดยคนกลุ่มต่างๆ จากหลายยุคนั้นมิได้เป็นเพียงตำนานอีกต่อไป เพราะมีนักผจญภัยใจถึงหลายรายที่ค้นพบขุมทรัพย์มูลค่ามหาศาลให้เป็นข่าวดังมาแล้ว
ยุคทองของโจรสลัดที่ออกอาละวาดปล้นเรือสินค้าในทะเลอันกว้างใหญ่คือ เมื่อ 300-400 ปีก่อน ทะเลในย่านแคริบเบี้ยน แอฟริกาเหนือและแอตแลนติค เป็นเหมือนสวรรค์ของกัปตันและลูกเรือผู้รักการปล้นสดมภ์
ตำนานขุมทรัพย์โจรสลัดที่โด่งดังที่สุดคือขุมทรัพย์กัปตันคิดด์ จอมสลัดซึ่งเดิมเป็นเจ้าหน้าที่ปราบโจรสลัดของอัยการ แต่กลับกลายเป็นโจรซะเองในภายหลังผู้ออกอาละวาดในมหาสมุทรแอตแลนติค เขาซ่อนทรัพย์สินซึ่งปล้นมาได้ไว้ที่เกาะการ์ดิเนอร์ใกล้ลองไอส์แลนด์, นิวยอร์ค หลังจากนั้นเขาก็ถูกจับและนำไปประหารชีวิตในอังกฤษ แม้จะมีการยึดสมบัติจำนวนหนึ่งคืนมาจากภรรยาของเขา และพบหีบสมบัติเล็กๆ หีบหนึ่งที่เกาะการ์ดิเนอร์ แต่สมบัติส่วนใหญ่ยังไม่ถูกค้นพบ แน่ล่ะว่าต้องเป็นทองคำและอัญมณีมูลค่ามหาศาล............
ขุมทองยามาชิตะ
นายพลโทโมยูกิ ยามาชิตะ เจ้าของฉายาเสือรายแห่งมลายูคือแม่ทัพญี่ปุ่นผู้โด่งดังด้วยการพิชิตอังกฤษและอเมริกันราบคาบที่มาเลเซีย สิงคโปร์และฟิลิปปินส์ระหว่างปี 1941-42 แต่เมื่อสถานการณ์พลิกผันให้ญี่ปุ่นตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้และถอยร่น เมื่อกองทัพอเมริกันบุกตีฟิลิปปินส์คืนในปี 1944 ยามาชิตะออกคำสั่งให้กองกำลังของญี่ปุ่นถอนตัวไปอยู่ในป่าดงดิบและภูเขาบนเกาะลูซอน
แม้อเมริกาจะเหนือกว่าด้วยกำลังพล อาวุธ ขวัญและกำลังใจ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถพิชิตยามาชิตะและกองกำลังของญี่ปุ่นที่ซ่อนตัวอยู่ได้อย่างเด็ดขาด กลับเป็นยามาชิตะเองที่ประกาศยอมแพ้ในวันที่ 2 กันยายน 1945 โดยก่อนที่ยามาชิตะจะถอยหนีนั้นเขาได้ออกคำสั่งให้กองทัพญี่ปุ่นฝังทองคำและทรัพย์สินที่ยึดมาได้จำนวนมากไว้ในป่า มูลค่าของทรัพย์สินดังกล่าวว่ากันว่ามากพอที่จะเป็นทุนให้ญี่ปุ่นทำสงครามต่อไปได้อีกนาน เพราะมีทั้งทองคำแท่ง โบราณวัตถุ ฯลฯ ที่ญี่ปุ่นยึดมาจากธนาคาร วัด โบสถ์ สุเหร่า พิพิธภัณฑ์ และมหาเศรษฐีหลายต่อหลายรายในสิงคโปร์ อินโดนีเซีย จีน ฯลฯ และถูกส่งไปรวบรวมไว้ที่ฟิลิปปินส์ โดยมีแผนจะส่งไปญี่ปุ่นต่อไป
แต่สถานการณ์ไม่เป็นใจเมื่อเส้นทางเดินเรือของญี่ปุ่นถูกโจมตีอย่างต่อเนื่อง ทางญี่ปุ่นจึงเปลี่ยนใจและสั่งให้ซ่อนขุมทรัพย์ไว้ที่ฟิลิปปินส์ก่อน ดูเหมือนมันจะมิได้เป็นเพียงข่าวลือ เพราะมีการค้นหาร่องรอยของขุมทรัพย์ดังกล่าวจนพบหลักฐานว่าญี่ปุ่นมีการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาเพื่อดูแลขุมทรัพย์โดยเฉพาะชื่อองการคินโนยูริ (ลิลลี่ทองคำ) ซึ่งมีเจ้าชายชิชิบุ พระอนุชาของจักรพรรดิ์ฮิโรฮิโตเป็นหัวหน้า............
Ku Klux Klan
องค์การร้ายอันเป็นศูนย์รวมของพวกคนขาวที่ยึดมั่นในอุดมการอันไม่เข้าท่าว่าคนขาวคือชาติพันธ์ที่สูงส่งกว่าคนผิวสีอื่น เป็นที่รู้จักกันดีในภาพลักษณ์ของชายสวมเสื้อคลุมและถุงไอ้โม่งทรงสูงสีขาว ถือคบเพลิง
องค์การ KKK หรือ Ku Klux Klan นำชื่อนี้มาจากเสียงกระชากลูกเลื่อนปืนและกำเนิดขึ้นหลังสงครามกลางเมืองอเมริกันในปี 1865 เมื่อกลุ่มทหารผ่านศึกฝ่ายใต้ซึ่งมาจากรัฐที่ไม่ต้องการให้มีการเลิกทาสอย่างมิสซิปซิปปี้, คาโรไลน่า, จอร์เจีย ฯลฯ รวมตัวกันตั้งสมาคมลับเพื่อสืบสานการต่อสู้ของฝ่ายใต้และต่อต้านการอยู่ร่วมกันของคนผิวขาวกับคนผิวดำในสังคม
ตำแหน่งประมุขของ KKK คนแรกคือ นาธาน เบดฟอร์ด ฟอเรสต์ เขาประกาศยุบองค์การ KKK ไปเมื่อปี 1869 และหลังจากนั้นไม่นานรัฐบาลสหรัฐได้ประกาศว่า KKK นั้นเป็นองค์การผู้ก่อการร้าย เนื่องจากสมาชิก KKK คอยอาละวาดทำร้ายและเผาบ้านของคนผิวดำในยามค่ำคืนอย่างโหดเหี้ยม อยู่หลายปีและเมื่อรัฐบาลสหรัฐหันมาปราบปรามอย่างจริงจัง KKK ก็ค่อยๆ เฝดตัวหายไป ต่อมาในยุคหลังศัตรูของ KKK กลับมิได้จำกัดอยู่แค่คนผิวดำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชาวยิว ชาวแคทอลิค ผู้อพยพ (เช่น ชาวญี่ปุ่น เวียดนาม จีน ฯลฯ) และผู้ที่มีแนวคิดเสรีนิยมอีกด้วย..............
Loch Ness Monster
โลกเรายังเต็มไปด้วยปริศนาเรื่องราวของสัตว์ยักษ์หลายชนิดที่ยังไม่มีการพิสูจน์อย่างแน่ชัดว่ามีจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงข่าวลือ ภาพหลอน นิทานหลอกเด็กที่เล่ากันต่อมานับร้อยๆ ปี หนึ่งในตำนานสัตว์ยักษ์ซึ่งโด่งดังที่สุดก็คือเจ้าเนสซี่หรือไดโนเสาร์ยักษ์พันธ์ที่อาศัยในน้ำและว่ากันว่าหลุดรอดจากภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงหลายล้านปี และยังคงอาศัยอยู่ในทะเลสาป Loch Ness ทางเหนือของสก๊อตแลนด์จนถึงทุกวันนี้
ทะเลสาปล็อคเนส มีขนาดยาว 38 ก.ม. กว้าง1.6 ก.ม. และมีความลึกโดยเฉลี่ย132 เมตร และอุณหภูมิเป็นถึง 5.6 องศา มีบันทึกการพบเห็นสัตว์ประหลาดล็อคเนสครั้งแรกตั้งแต่ปีค.ศ.565 นู่น และหลังจากนั้นก็มีผู้พบเห็นเรื่อยๆ รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 3,000 คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 1933 เมื่อมีการตัดถนนเลียบทะเลสาปซึ่งทำให้เกิดเสียงอึกทึกครึกโครมจนเจ้าสัตว์ประหลาดล็อคเนสต้องโผล่ออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ปีนั้นจึงเป็นปีที่มีคนพบเห็นเจ้าเนสซี่มากที่สุดคือ 22 ครั้งในรอบปี
จากปากคำของพยานส่วนใหญ่สรุปได้ความตรงกันว่ามันเป็นสัตว์ยักษ์คอยาว มีหนอกหลังสูงประมาณ 10 เมตร และสีผิวออกไปทางเขียวเข้ม น้ำตาลเข้ม จนถึงดำ รูปร่างใกล้เคียงกับไดโนเสาร์พันธ์ Plesiosaur มากที่สุด...........

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น